roam

มัมมี่ ก็มีในเอเชียนะ

อาจจะไม่ค่อยมีใครรู้ว่าในแถบเอเชียนี่ก็มีมัมมี่เหมือนกันนะ โดยมากจะเป็นมันมี่ตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มัมมี่ที่โด่งกังที่สุดในทวีปเอเชียก็คือ มัมมี่ท่านหญิงชินจุยของจีนโบราณที่ถูกฝังเมื่อกว่า 2.200 ปีมาแล้ว แต่สภาพศพเหมือนเพิ่งเสียชีวิตไม่นานนี้เอง เมื่อแรกค้นพบใหม่ๆผิวหนังของนางยังชุ่มชื่น กล้ามเนื้อก็ยังอ่อนนุ่ม อีกทั้งอวัยวะภายในยังอยู่ครบถ้วน นักโบราณคดีพบว่านางอาจจะเสียชีวิตกะทันหันหลังจากกินแตงหวานเข้าไปได้ไม่นานนัก เพราะว่าในกระเพาะอาหารของนางยังมีเมล็ดแตงหวานหลงเหลืออยู่ด้วย ปัจจุบันมัมมี่ของท่านหญิงถูกเก็บรักษาเอาไว้ในโลงแก้วห้องใต้ดินของพิพิธภัณฑ์มณทลหูหนานประเทศจีน นอกจากจีนแล้ว ไซบีเรียก็เหมาะกับการรักษาสภาพศพไม่ให้เน่าเปื่อยเหมือนกัน นักโบราณคดีพบ มัมมี่ “เจ้าหญิงน้ำแข็ง” จากวัฒนธรรมปาซิริค ที่นิยมฝังศพผู้นำของพวกเขาเอาไว้ในผืนดินที่หนาวเย็นจนเป็นน้ำแข็ง กล่าวกันว่าตอนที่ค้นพบ มัมมี่ของเจ้าหญิงยังสวมชุดผ้าไหมและขนสัตว์อยู่เลย แถมที่แขนซ้ายของเธอก็ยังมีรอยสักรูปกวางปรากฏอยู่ด้วยละ ส่วนที่ประเทศอีหร่าน ก็มี “มนุษย์เกลือ” มัมมี่ที่ค้นพบในเหมืองเกลือไม่เน่าเปื่อย เพราะเกลือช่วยดูดความชื้นออกจากศพ นักโบราณคดีพบว่ามัมมี่เหล่านี้มีอายุประมาณ 2400 ปีมาแล้ว เป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจจะเสียชีวิตด้วยเหตุผลเหมืองถล่มระหว่างกำลังทำเหมืองกันอยู่ น่าสงสารจริงๆเลยแฮะ

 

        มัมมี่ในอเมริกาใต้

ทวีปอเมริกาใต้เป็นอีกหนึ่งดินแดนที่มีมัมมี่เก่าแก่เป็นอันดับต้นๆของโลกมัมมี่ที่เกิดจากฝีมือมนุษย์และเก่าแก่ที่สุดในโลกอยู่ที่ประเทศชิลี นักวิชาการเรียกว่ามัมมี่ ชินชอร์โร่ ตามชื่อวัฒนธรรมชินชอร์โร่ของชิลีที่รุ่งเรืองอยู่เมื่อ 7000 ปีมาแล้ว นักโบราณคดีที่ตรวจสอบมัมมี่ชินชอร์โร่พบว่า ชนโบราณของวัฒนธรรมนี้มีการเตรียมศพย่างดีก่อนจะนำมาทำมัมมี่โดยมีการผ่าเอาเครื่องในออก บ้างก็ว่ามีการลอกผิวหนังออกด้วยวซ้ำ หลังจากนั้นจึงนำศพไปฝังไว้ที่ใต้ทะเลทรายอันแสนแห้งแล้ง จึงสามารถช่วยรักษาศพให้เน่าเปื่อยได้นั้นเอง

อีกหนึ่งวัฒนธรรมที่มีการทำมัมมี่อย่างประณีตเล่นกันคือ ชาวอินคาอาศัยอยู่บนเทือกเขาสูงของประเทศเปรูเมื่อราว 500 ปีมาแล้ว มัมมี่ส่วนใหญ่ของชนเผ่าอินคามักจะเป็นเด็กที่ถูกจับไปบูชายันญและฝังเอาไว้บนเทือกเขาสูงซึ่งเป็นบริเวณที่ชนเผ่าอินคาเชื่อว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เด็กๆเหล่านี้จะถูกมอมด้วยแอลกอฮอล์และใบโคคาให้เคลิบเคลิ้มก่อนจะพาไปเชือดนิ่มๆ แล้วฝังไว้บนภูเขาอันหนาวเหน็บและด้วยความหนาวเย็นนี้เองที่ช่วยรักษาสภาพมัมมี่เอาไว้ให้สมบูรณ์สิ่งที่น่าสนใจก็คือนักโบราณคดีพบว่าศพมัมมี่ชาวอินคาบางศพถูกฟังเอาไว้เคียงข้างกับถุงบรรจุใบโคคาด้วยนะ แสดงให้เห็นว่าชนเผ่านี้เขา เสพติด ใบโคคากันอย่างหนักจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตเลยทีเดียวละ ฟังดูโหดร้ายไม่เบาเลยนะเนี้ย

แวะคุยกันก่อน

            เชื่อได้เลยว่าถ้าถามคนบนโลกใบนี้ ทุกคนก็ไม่มีใครอยากจะตายหรอก อยากจะอยู่เป็นอมตะกันทั้งนั้นแหละ แต่แหม ความตายก็ไม่ใช่สิ่งที่จะหลีกเลี่ยงได้ซักหน่อย แต่ถ้าเอาคำถามแบบนี้ไปถามชาวอียิปต์เมื่อหลายพันปีก่อนโน้นนะสบาย พวกเค้าก็จะบอกว่า ความตายนั้นหาใช่จุดจบของชีวิตไม่ เป็นเพียงการเริ่มต้นการเดินทางไปสู่ชีวิตหน้าเท่านั้นเองไม่พอนะ พวกเค้ายังเชื่อด้วยว่าอาจะมีโอกาสที่จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาในอนาคตก็ได้ ดังนั้นชาวอียิปต์โบราณจึงใส่ใจในการทำมัมมี่ เพื่อรักษาศพให้คงสภาพเดิมที่สุด เพื่อให้เวลาที่ฟื้นคนกลับขึ้นมาจะได้ยังมีร่างกายอยู่ไงเล่า แล้วเทคโนโลยีในการทำมัมมี่ของชาวอียิปต์เนี่ยนะก้าวไปไกลมาก จนแม้หลายประเทศในยุคหลังๆ พยายามเลียนแบบก็ไม่สัมฤทธิ์ผลได้ดีเท่านั้นเลย พี่ฟ็อกกี้ก็เลยว่าจะพาทุกคนไปเจาะลึกกรรมวิธีที่เป็นความลับมากกว่า 3000 ปี่ ว่าทำอย่างไรน้า มัมมี่คงสภาพได้ดีเยี่ยมขนาดนี้ เพื่อความเข้าใจสุดๆ ควรจะอ่านคู่กับหนังสือเรื่องเปิดตำนานเทพเจ้าอียิปต์นะ เพราะพลังอำนาจสุดพิเศษนั้นเป็นพรที่มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่จะให้ได้ละ

มัมมี่ ซอมบี้หรือซากศพ

            เมื่อได้ยินคำว่ามัมมี่หลายคนอาจจะคิดถึง ผีดิบซอมบี้ แต่แท้จริงแล้ว มัมมี่เป็นคำเรียก ศพ ของมนุษย์หรือสัตว์ชนิดต่างๆ ที่แห้งและไม่เน่าเปื่อยไปตามกาลเวลาต่างหาก เดิมที่ใช้เรียกเฉพาะศพที่แห้งจากกระบวนการทำมัมมี่ด้วยสารเคมีอย่างเดียวเท่านั้น แต่สุดท้ายก็กลายเป็นว่าใช้เรียกศพทั่วไปที่แห้งไปเองตามธรรมชาติจากสาเหตุต่างๆ ไปด้วยซะเลย แม้ว่าพอพูดถึงมัมมี่ ก็มักจะคิดไปถึงมัมมี่ของชาวอียิปต์โบราณเป็นอันดับแรก แต่จริงๆแล้วศพที่แห้งจนอยู่ในสภาพของ มัมมี่ นั้นมีปรากฏในทวีปอื่นๆ ของโลกภายใต้ชื่อเรียกว่า มัมมี่ เหมือนกันหมด คำว่า มัมมี่ ไม่ได้เป็นคำศัพท์ภาอียิปต์โบราณซึ่งเป็นต้นฉบับของรูปแบบศพชนิดนี้แต่อย่างใด แต่มีรากศัพท์มาจากคำว่า มัมเมีย ที่แปลว่าขี้ผึ้ง และหมายความถึงน้ำมันดินที่ใช้สำหรับดองศพได้อีกด้วย ในประเทสอังกฤษช่วงยุคกลาง คำว่ามัมมี่ได้กลายมาเป็นชื่อสำหรับเรียกกรรมวิธีการเตรียมสารเคมี สำหรับดองศพ ไม่ได้หมายถึงร่างของศพโดยตรงอย่างที่ใช้อยู่ในทุกวันนี้ แต่ดูเหมือนว่า มัมมี่ที่เรียกกันในปัจจุบันมักจะหมายถึงศพของมนุษย์หรือสัตว์ที่ผ่านกระบวนการบางอย่างจนแห้งและไม่เน่าเปื่อยมากกว่า ไม่ใช่ผีดิบที่พันผ้าสีขาวที่คุ้นตาจากในการ์ตูนหรือภาพยนต์หรอก ดังนั้นไม่ต้องกลัวมัมมี่ก็ได้

มัมมี่ตามธรรมชาติ

            มัมมี่ที่เกิดจากศพที่แห้งตามกระบวนการทางธรรมชาติล้วนๆ เรียกว่า มัมมี่ตามธรรมชาติ ซึ่งเกิดขึ้นเพราะสภาพแวดล้อมในบริเวณนั้น เช่น สภาพอากาศที่ร้อนและแห้งมากจนกระทั่งน้ำในศพระหยไปอย่างรวดเร็ว หรือ หนาวเย้นมากจนศพถูกแช่แข็งไปเน่าสลายผุพังไป หรือแม้แต่สถานที่หยุดยั้งการเน่าเปื่อยของศพได้ ซึ่งไม่ได้มีเพียงมัมมี่มนุษย์เท่านั้น มัมมี่ของสัตว์ก็กระตุ้นความสนใจของเหล่านักวิทยาศาสตร์เป็นวงกว้างเช่นกัน เช่น ลูกช้างแมมมอธที่ประเทสรัสเซียชื่อว่าลูบ้า ถูกพบว่าเป็นมัมมี่ในสภาพสมบูรณ์เกือบ 100% เป็นแมมมอธที่อาศัยอยู่ในยุคน้ำแข็งราว 42000 ปีที่แล้ว สภาพอวัยวะทุกอย่างสมบูรณ์เหมือนเดิมทั้งหมด ที่เปื่อยยุ่ยสลายไปมีเพียงแค่ขนเท่านั้นเอง นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าจุลินทรีย์ซึ่งอยู่ในบ่อโคลนที่ลูบ้าตกลงไปตอนเสียชีวิตเป็นตัวการสำคัญทำให้ลูบ้าอยุ่ในสภาพสมบูรณ์ขนาดนี้ได้ และเมื่อความหนาวเย็นเข้ามาปกคลุมและแช่บ่อโคลนนั้นเอาไว้ภายในก้อนน้ำแข็ง ทำให้ลูบ้าสามารถเดินก้าวผ่านกาลเวลามาได้อีกหลายพันปี มัมมี่มนุษย์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมีหลายที่ทั่วโลก โดยเฉพาะในทวีปยุโรป มัมมี่ตามธรรมชาติที่เก่าแก่ที่สุดของยุโรปคือ มัมมี่มนุษย์น้ำแข็งเอิตซีอายุประมาณ 5000 ปี