แวะคุยกันก่อน

            เชื่อได้เลยว่าถ้าถามคนบนโลกใบนี้ ทุกคนก็ไม่มีใครอยากจะตายหรอก อยากจะอยู่เป็นอมตะกันทั้งนั้นแหละ แต่แหม ความตายก็ไม่ใช่สิ่งที่จะหลีกเลี่ยงได้ซักหน่อย แต่ถ้าเอาคำถามแบบนี้ไปถามชาวอียิปต์เมื่อหลายพันปีก่อนโน้นนะสบาย พวกเค้าก็จะบอกว่า ความตายนั้นหาใช่จุดจบของชีวิตไม่ เป็นเพียงการเริ่มต้นการเดินทางไปสู่ชีวิตหน้าเท่านั้นเองไม่พอนะ พวกเค้ายังเชื่อด้วยว่าอาจะมีโอกาสที่จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาในอนาคตก็ได้ ดังนั้นชาวอียิปต์โบราณจึงใส่ใจในการทำมัมมี่ เพื่อรักษาศพให้คงสภาพเดิมที่สุด เพื่อให้เวลาที่ฟื้นคนกลับขึ้นมาจะได้ยังมีร่างกายอยู่ไงเล่า แล้วเทคโนโลยีในการทำมัมมี่ของชาวอียิปต์เนี่ยนะก้าวไปไกลมาก จนแม้หลายประเทศในยุคหลังๆ พยายามเลียนแบบก็ไม่สัมฤทธิ์ผลได้ดีเท่านั้นเลย พี่ฟ็อกกี้ก็เลยว่าจะพาทุกคนไปเจาะลึกกรรมวิธีที่เป็นความลับมากกว่า 3000 ปี่ ว่าทำอย่างไรน้า มัมมี่คงสภาพได้ดีเยี่ยมขนาดนี้ เพื่อความเข้าใจสุดๆ ควรจะอ่านคู่กับหนังสือเรื่องเปิดตำนานเทพเจ้าอียิปต์นะ เพราะพลังอำนาจสุดพิเศษนั้นเป็นพรที่มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่จะให้ได้ละ

มัมมี่ ซอมบี้หรือซากศพ

            เมื่อได้ยินคำว่ามัมมี่หลายคนอาจจะคิดถึง ผีดิบซอมบี้ แต่แท้จริงแล้ว มัมมี่เป็นคำเรียก ศพ ของมนุษย์หรือสัตว์ชนิดต่างๆ ที่แห้งและไม่เน่าเปื่อยไปตามกาลเวลาต่างหาก เดิมที่ใช้เรียกเฉพาะศพที่แห้งจากกระบวนการทำมัมมี่ด้วยสารเคมีอย่างเดียวเท่านั้น แต่สุดท้ายก็กลายเป็นว่าใช้เรียกศพทั่วไปที่แห้งไปเองตามธรรมชาติจากสาเหตุต่างๆ ไปด้วยซะเลย แม้ว่าพอพูดถึงมัมมี่ ก็มักจะคิดไปถึงมัมมี่ของชาวอียิปต์โบราณเป็นอันดับแรก แต่จริงๆแล้วศพที่แห้งจนอยู่ในสภาพของ มัมมี่ นั้นมีปรากฏในทวีปอื่นๆ ของโลกภายใต้ชื่อเรียกว่า มัมมี่ เหมือนกันหมด คำว่า มัมมี่ ไม่ได้เป็นคำศัพท์ภาอียิปต์โบราณซึ่งเป็นต้นฉบับของรูปแบบศพชนิดนี้แต่อย่างใด แต่มีรากศัพท์มาจากคำว่า มัมเมีย ที่แปลว่าขี้ผึ้ง และหมายความถึงน้ำมันดินที่ใช้สำหรับดองศพได้อีกด้วย ในประเทสอังกฤษช่วงยุคกลาง คำว่ามัมมี่ได้กลายมาเป็นชื่อสำหรับเรียกกรรมวิธีการเตรียมสารเคมี สำหรับดองศพ ไม่ได้หมายถึงร่างของศพโดยตรงอย่างที่ใช้อยู่ในทุกวันนี้ แต่ดูเหมือนว่า มัมมี่ที่เรียกกันในปัจจุบันมักจะหมายถึงศพของมนุษย์หรือสัตว์ที่ผ่านกระบวนการบางอย่างจนแห้งและไม่เน่าเปื่อยมากกว่า ไม่ใช่ผีดิบที่พันผ้าสีขาวที่คุ้นตาจากในการ์ตูนหรือภาพยนต์หรอก ดังนั้นไม่ต้องกลัวมัมมี่ก็ได้

มัมมี่ตามธรรมชาติ

            มัมมี่ที่เกิดจากศพที่แห้งตามกระบวนการทางธรรมชาติล้วนๆ เรียกว่า มัมมี่ตามธรรมชาติ ซึ่งเกิดขึ้นเพราะสภาพแวดล้อมในบริเวณนั้น เช่น สภาพอากาศที่ร้อนและแห้งมากจนกระทั่งน้ำในศพระหยไปอย่างรวดเร็ว หรือ หนาวเย้นมากจนศพถูกแช่แข็งไปเน่าสลายผุพังไป หรือแม้แต่สถานที่หยุดยั้งการเน่าเปื่อยของศพได้ ซึ่งไม่ได้มีเพียงมัมมี่มนุษย์เท่านั้น มัมมี่ของสัตว์ก็กระตุ้นความสนใจของเหล่านักวิทยาศาสตร์เป็นวงกว้างเช่นกัน เช่น ลูกช้างแมมมอธที่ประเทสรัสเซียชื่อว่าลูบ้า ถูกพบว่าเป็นมัมมี่ในสภาพสมบูรณ์เกือบ 100% เป็นแมมมอธที่อาศัยอยู่ในยุคน้ำแข็งราว 42000 ปีที่แล้ว สภาพอวัยวะทุกอย่างสมบูรณ์เหมือนเดิมทั้งหมด ที่เปื่อยยุ่ยสลายไปมีเพียงแค่ขนเท่านั้นเอง นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าจุลินทรีย์ซึ่งอยู่ในบ่อโคลนที่ลูบ้าตกลงไปตอนเสียชีวิตเป็นตัวการสำคัญทำให้ลูบ้าอยุ่ในสภาพสมบูรณ์ขนาดนี้ได้ และเมื่อความหนาวเย็นเข้ามาปกคลุมและแช่บ่อโคลนนั้นเอาไว้ภายในก้อนน้ำแข็ง ทำให้ลูบ้าสามารถเดินก้าวผ่านกาลเวลามาได้อีกหลายพันปี มัมมี่มนุษย์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมีหลายที่ทั่วโลก โดยเฉพาะในทวีปยุโรป มัมมี่ตามธรรมชาติที่เก่าแก่ที่สุดของยุโรปคือ มัมมี่มนุษย์น้ำแข็งเอิตซีอายุประมาณ 5000 ปี

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *